กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งกำลังออกไล่ล่าสัตว์ป่าอย่างดุเดือด แต่วันนั้นโชคไม่เข้าข้าง มันจึงได้พลัดหลงกับนายพรานผู้เป็นเจ้านายของมัน ด้วยความเหนื่อยล้าและสับสน มันจึงได้วิ่งเตลิดไปจนพบกับคนเลี้ยงแพะคนหนึ่ง
เนื้อเรื่อง
สุนัขล่าเนื้อได้วิ่งเข้าไปหาคนเลี้ยงแพะแล้วร้องขอความช่วยเหลือว่า “ท่านผู้ใจดี ท่านพอจะเห็นสุนัขจิ้งจอกวิ่งผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่?”
คนเลี้ยงแพะไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่กลับใช้นิ้วชี้ไปยังกระท่อมเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลนักเพื่อบอกใบ้ให้สุนัขล่าเนื้อรู้ว่าเหยื่อของมันซ่อนตัวอยู่ที่นั่น แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง ปากของเขาก็กำลังต่อว่าสุนัขล่าเนื้อว่า
“ข้าไม่ชอบพวกนักล่าเช่นเจ้าเลย! พวกเจ้ามักจะเข้ามารบกวนความสงบสุขของพวกข้าและฝูงสัตว์อยู่เสมอ!”
สุนัขล่าเนื้อเมื่อเห็นท่าทีที่ขัดแย้งกันของคนเลี้ยงแพะก็รู้สึกงุนงง แต่ก็ยังคงเชื่อในท่าทางที่เขาชี้บอก จึงได้ออกวิ่งตรงไปยังกระท่อมนั้นในทันที
แต่สุนัขจิ้งจอกซึ่งแอบซ่อนตัวอยู่ไม่ไกลและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เมื่อเห็นว่าสุนัขล่าเนื้อวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามแล้ว มันจึงได้วิ่งหนีออกจากที่ซ่อนไปอีกทางหนึ่ง
สุนัขล่าเนื้อเมื่อไม่พบอะไรในกระท่อมและย้อนกลับมาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของสุนัขจิ้งจอก มันจึงได้พูดกับคนเลี้ยงแพะว่า
“ข้าขอขอบคุณใน ‘คำพูด’ ของท่าน แต่ข้าก็ขอประณามใน ‘การกระทำ’ ของท่านเช่นกัน”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง สุนัขล่าสัตว์กับคนเลี้ยงแพะ นี้สอนให้รู้ว่า “คนที่ไม่จริงใจมักจะมีการกระทำที่ขัดแย้งกับคำพูดเสมอ และผู้ที่ฉลาด ย่อมสังเกตเห็นถึงความขัดแย้งนั้นได้”
พุทธภาษิต
“ยถาวาที ตถาการี” (ยะถาวาที ตะถาการี) คำแปล: พูดอย่างใด พึงทำอย่างนั้น


