กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเลี้ยงวัวและลาไว้ใช้งาน เขามักจะใช้สัตว์ทั้งสองตัวนี้เทียมเกวียนเพื่อบรรทุกของหนักไปยังที่ต่างๆ วัวนั้นเป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็งและซื่อสัตย์ต่องานที่ได้รับมอบหมายเสมอ ส่วนลานั้นตรงกันข้าม มันเป็นสัตว์ที่เกียจคร้านและคอยหาโอกาสเอาเปรียบผู้อื่นอยู่เสมอ
เนื้อเรื่อง
อยู่มาวันหนึ่ง ชายผู้เป็นเจ้าของได้บรรทุกสินค้าจำนวนมากลงบนเกวียนจนเต็มพิกัด แล้วนำวัวกับลามาเทียมเกวียนเพื่อลากไปยังอีกเมืองหนึ่ง ตลอดเส้นทางนั้น วัวได้ก้มหน้าก้มตาออกแรงลากเกวียนอย่างสุดกำลัง ในขณะที่ลากลับแกล้งทำเป็นเดินช้าๆ และไม่ได้ช่วยออกแรงเลยแม้แต่น้อย มันปล่อยให้ภาระหนักทั้งหมดตกอยู่ที่วัวเพียงตัวเดียว
เวลาผ่านไปไม่นาน ด้วยน้ำหนักที่มากเกินไปและการที่ต้องออกแรงอยู่เพียงลำพัง ในที่สุดวัวก็เหนื่อยล้าจนหมดแรงและได้รับบาดเจ็บที่ขาจนไม่สามารถเดินต่อไปได้ มันล้มลงข้างทางด้วยความเจ็บปวด ชายเจ้าของเมื่อเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจปลดวัวออกจากเกวียน แล้วนำร่างของวัวที่บาดเจ็บขึ้นไปวางไว้บนหลังของลาแทน ทำให้ตอนนี้ลาไม่เพียงแต่จะต้องลากเกวียนที่หนักอึ้ง แต่ยังต้องแบกรับน้ำหนักของวัวอีกด้วย
ภาระที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลทำให้ลาต้องออกแรงอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน มันเดินลากเกวียนและแบกวัวไปได้ไม่ไกลก็เริ่มเหนื่อยหอบและหมดแรงลงเรื่อยๆ ชายเจ้าของเมื่อเห็นว่าลาเริ่มเดินช้าลงจึงใช้แส้เฆี่ยนตีมันอย่างแรงเพื่อให้มันรีบเดินทางต่อ แต่ด้วยความเหนื่อยล้าและบาดแผลจากการถูกเฆี่ยนตี ในที่สุดลาก็ทนไม่ไหวและล้มลงขาดใจตายอยู่ข้างทาง ชายเจ้าของเมื่อเห็นว่าลาตายแล้ว จึงทิ้งซากของมันไว้ตรงนั้นแล้วเดินทางต่อไป
ไม่นานนัก ฝูงแร้งที่บินอยู่บนท้องฟ้าก็ร่อนลงมากินซากของลาเป็นอาหาร ขณะที่พวกมันกำลังจิกกินซากอยู่นั้น แร้งตัวหนึ่งก็ได้พูดขึ้นว่า “น่าสมเพชเสียจริง ถ้าเจ้าลาตัวนี้ยอมช่วยวัวออกแรงลากเกวียนแต่โดยดี ก็คงไม่ต้องมาพบจุดจบที่น่าอนาถเช่นนี้”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง วัวกับลา นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่เห็นแก่ตัวและเอาเปรียบผู้อื่น สุดท้ายแล้วก็จะได้รับผลกรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่า”


