ในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ มีลาตัวหนึ่งที่ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเหมือนลาทั่วๆ ไป แต่แล้ววันหนึ่งมันก็ได้พบกับสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่มีเสียงอันไพเราะ ซึ่งทำให้มันเกิดความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
เนื้อเรื่อง
ขณะที่ลากำลังเดินเล่นเล็มหญ้าอยู่อย่างสบายใจ มันก็ได้ยินเสียงร้องเพลงอันไพเราะก้องกังวานมาจากพงหญ้าใกล้ๆ เมื่อมันเดินตามเสียงนั้นไปก็พบกับตั๊กแตนตัวหนึ่งที่กำลังส่งเสียงร้องเพลงอย่างมีความสุข ลารู้สึกทึ่งและหลงใหลในเสียงอันไพเราะนั้นเป็นอย่างมาก มันจึงเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีเสียงที่ไพเราะเหมือนกับตั๊กแตนบ้าง
ด้วยความอยากรู้ ลาจึงได้เอ่ยปากถามตั๊กแตนว่า “ท่านตั๊กแตนผู้มีเสียงอันไพเราะ ท่านกินอะไรเป็นอาหารหรือ ถึงได้มีเสียงที่ไพเราะจับใจเช่นนี้” ตั๊กแตนได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกภาคภูมิใจและตอบกลับไปว่า “ตั้งแต่ข้าเกิดมา ข้าไม่เคยกินอะไรเลยนอกจากน้ำค้างอันบริสุทธิ์ที่เกาะอยู่บนยอดหญ้าในตอนเช้า ข้าเชื่อว่าน้ำค้างนี้เป็นน้ำทิพย์วิเศษที่สวรรค์ได้ประทานมาให้เพื่อสร้างเสียงอันไพเราะนี้”
เมื่อลาได้ยินเช่นนั้น มันก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจและคิดว่าหากตนเองทำตามก็จะสามารถมีเสียงที่ไพเราะเหมือนตั๊กแตนได้เช่นกัน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลาก็ไม่ยอมกินหญ้าหรืออาหารอื่นใดเลย มันเฝ้ารอเลียกินเพียงน้ำค้างบนยอดหญ้าในทุกๆ เช้าด้วยความหวังว่าเสียงของมันจะเปลี่ยนไป
แต่ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป ร่างกายของลาก็เริ่มซูบผอมลงเรื่อยๆ และไม่มีเรี่ยวแรงที่จะทำอะไร เสียงของมันก็ยังคงเป็นเสียงร้องของลาเช่นเดิม ไม่ได้มีความไพเราะขึ้นเลยแม้แต่น้อย นานวันเข้ามันก็ล้มป่วยลงและในที่สุดก็ตายลงอย่างน่าเวทนา
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ลากับตั๊กแตน นี้สอนให้รู้ว่า “จงรู้จักตนเองและเลือกทำในสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง การเลียนแบบผู้อื่นโดยไม่พิจารณาถึงความแตกต่างและความเป็นจริง อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เลวร้ายและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้”


