กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ลาตัวหนึ่งกำลังถูกบรรทุกด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่งดงามและอาหารอันโอชะนานาชนิด มันกำลังเดินทางตามหลังเจ้านายของมันซึ่งกำลังจะย้ายบ้านไปยังเมืองแห่งใหม่
เนื้อเรื่อง
ระหว่างการเดินทางอันยาวไกล ลาก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา แต่แทนที่มันจะสนใจในอาหารชั้นเลิศที่บรรทุกอยู่บนหลังของมันเอง สายตาของมันกลับไปสะดุดกับพงต้นหนามที่มีดอกสีม่วงสวยงามขึ้นอยู่ข้างทาง
ลาได้หยุดเดินแล้วหันไปเล็มกินยอดอ่อนและดอกของต้นหนามนั้นอย่างเอร็ดอร่อย มันเคี้ยวอย่างมีความสุขราวกับว่านี่คืออาหารที่วิเศษที่สุดในโลก
สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งซึ่งผ่านมาเห็นเหตุการณ์ก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง มันจึงได้เดินเข้าไปหาลาแล้วเอ่ยถามขึ้นว่า
“สหายเอ๋ย ข้าไม่เข้าใจท่านเลยจริงๆ” สุนัขจิ้งจอกกล่าว “บนหลังของท่านเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะและหอมหวานมากมาย แต่เหตุใดท่านจึงเมินเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น แล้วกลับมาเลือกกินต้นไม้ที่มีแต่หนามแหลมคมและรสชาติจืดชืดเช่นนี้เล่า?”
ลาเงยหน้าขึ้นมาจากพงหนามแล้วตอบกลับไปว่า “นั่นก็เป็นเพราะว่า… นี่คือรสชาติที่ข้าคุ้นเคยและโปรดปรานที่สุดอย่างไรเล่า”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ลากับดอกไม้หนาม นี้สอนให้รู้ว่า “ความชอบและความพึงพอใจของแต่ละคนนั้นแตกต่างกันไป สิ่งที่เราเห็นว่าดีและมีคุณค่า อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นชื่นชอบหรือเห็นคุณค่าเหมือนกับเราเสมอไป”
พุทธภาษิต
“ทิฏฺฐิญฺจ อนุปคมฺม” (ทิฏฐิญจะ อะนุปะคัมมะ) คำแปล: ไม่พึงยึดถือทิฏฐิ (ความเห็นของตนแต่ฝ่ายเดียว)


