กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ลานกลางเมืองอันพลุกพล่านไปด้วยผู้คน ชายผู้หนึ่งได้ตั้งโต๊ะทำนายดวงชะตาและประกาศตนว่าเป็น “นักพยากรณ์” ผู้สามารถหยั่งรู้อนาคตและมองเห็นโชคชะตาของผู้อื่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ด้วยท่าทีที่ดูน่าเลื่อมใสและคำพูดที่น่าเชื่อถือ ทำให้ชาวเมืองมากมายต่างพากันมาจ่ายเงินเพื่อให้เขาทำนายอนาคตให้
เนื้อเรื่อง
ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่นักพยากรณ์กำลังนั่งรายล้อมไปด้วยฝูงชนและกำลังทำนายอนาคตอันรุ่งโรจน์ให้กับลูกค้าคนหนึ่งอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้นเอง ก็ได้มีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นฝ่าฝูงชนเข้ามาหาเขาแล้วตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า
“ท่านผู้หยั่งรู้! ท่านมัวแต่ทำนายอนาคตของคนอื่นอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่รู้เลยว่าโจรได้บุกเข้าปล้นบ้านของท่านจนหมดตัวแล้ว!”
เมื่อได้ยินดังนั้น นักพยากรณ์ผู้เคยมีท่าทีสุขุมก็ถึงกับหน้าซีดเผือด เขาลุกขึ้นอย่างลนลาน เก็บข้าวของด้วยมืออันสั่นเทา แล้วรีบวิ่งกลับบ้านของตนเองไปในทันที ท่ามกลางสายตาอันสมเพชและเสียงหัวเราะเยาะของฝูงชน
ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่ในเหตุการณ์ได้พูดขึ้นมาว่า “ช่างน่าขันนัก ชายผู้ที่อ้างว่ามองเห็นเรื่องราวในอนาคต กลับมองไม่เห็นแม้แต่เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นกับตนเองในปัจจุบัน”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง นักพยากรณ์ นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่อ้างว่ามีความรู้ความสามารถในเรื่องที่ยิ่งใหญ่และไกลตัว แต่กลับละเลยหรือไม่สามารถจัดการเรื่องพื้นฐานที่ใกล้ตัวของตนเองได้ ย่อมไม่ควรค่าแก่การเชื่อถือ”
พุทธภาษิต
“อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย” (อัตตานะเมวะ ปะฐะมัง ปะฏิรูเป นิเวสะเย) คำแปล: พึงตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน


