ณ ชายป่าที่ติดกับริมทะเลสาบอันกว้างใหญ่ มีนายพรานผู้ชำนาญการล่าสัตว์ป่า และชาวประมงผู้เชี่ยวชาญการจับปลาอาศัยอยู่ ทั้งสองต่างก็มีความสุขและภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง แต่ก็อดที่จะคิดเปรียบเทียบกับชีวิตของอีกฝ่ายไม่ได้
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง นายพรานได้ออกไปล่าสัตว์ตั้งแต่เช้าตรู่และได้กวางตัวใหญ่กลับมา ในขณะที่เขากำลังจะเดินทางกลับบ้าน เขาก็ได้พบกับชาวประมงที่กำลังนำปลาตัวใหญ่ที่เพิ่งจับได้ขึ้นมาจากเรือพอดี
ทั้งสองได้หยุดทักทายกันและต่างก็ชื่นชมในผลงานของอีกฝ่ายหนึ่ง นายพรานมองไปที่ปลาตัวใหญ่ในมือของชาวประมงแล้วคิดในใจว่า “ช่างน่าอิจฉาเสียจริง ไม่ต้องเหนื่อยแรงเข้าป่าเสี่ยงอันตราย แค่เหวี่ยงแหลงไปในน้ำก็ได้อาหารอันโอชะขึ้นมาแล้ว”
ในขณะเดียวกัน ชาวประมงก็มองไปที่กวางตัวใหญ่ของนายพรานแล้วคิดว่า “ชีวิตนายพรานช่างสุขสบายเสียนี่กระไร ไม่ต้องเปียกน้ำตากลมเหมือนเรา เพียงแค่เดินเข้าไปในป่าก็ได้เนื้อชิ้นใหญ่กลับมากินแล้ว”
ด้วยความคิดที่อยากจะแลกเปลี่ยนชีวิตกัน ทั้งสองจึงได้ตกลงที่จะแลกเปลี่ยนผลงานของตนในวันนั้น โดยนายพรานได้มอบกวางให้กับชาวประมง และชาวประมงก็ได้มอบปลาให้กับนายพราน
แต่เมื่อทั้งสองกลับไปถึงบ้านและได้ลองกินอาหารที่แลกกันมา พวกเขาก็พบว่ามันไม่ได้มีรสชาติที่ดีอย่างที่ตนเองคาดหวังไว้เลยแม้แต่น้อย นายพรานรู้สึกว่าเนื้อปลานั้นคาวและไม่อร่อยเท่าเนื้อกวางที่ตนคุ้นเคย ส่วนชาวประมงก็รู้สึกว่าเนื้อกวางนั้นเหนียวและมีกลิ่นสาบ ไม่ถูกปากเหมือนเนื้อปลา
ในวันรุ่งขึ้น เมื่อทั้งสองได้กลับมาพบกันอีกครั้ง พวกเขาก็ต่างยอมรับในความจริงว่า “สิ่งที่ตนเองคุ้นเคยและหามาได้ด้วยความสามารถของตนเองนั้น คือสิ่งที่ดีและเหมาะสมกับตนเองที่สุดแล้ว”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง นายพรานกับชาวประมง นี้สอนให้รู้ว่า “จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีและเป็นอยู่ การมองชีวิตของผู้อื่นว่าดีกว่าตนเองเสมอไปนั้น อาจจะไม่ใช่ความจริงเสมอไป และมักจะนำมาซึ่งความผิดหวัง”
พุทธภาษิต
“สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ” (สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง) คำแปล: ความสันโดษ (ความพอใจในสิ่งที่มี) เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง


