ในป่าใหญ่อันกว้างไพศาล มีสุนัขจิ้งจอกฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องน่าเศร้าเกิดขึ้นกับสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง เมื่อมันออกไปหาอาหารและได้พลาดท่าไปติดกับดักของนายพรานเข้า แม้ว่ามันจะสามารถดิ้นรนจนหลุดออกมาได้ แต่มันก็ต้องสูญเสียหางอันสวยงามของมันไป
เนื้อเรื่อง
สุนัขจิ้งจอกหางด้วนรู้สึกอับอายและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง มันไม่กล้าที่จะออกไปพบปะกับเพื่อนๆ ในฝูงเพราะกลัวว่าจะถูกล้อเลียน ด้วยความอับอายและความคิดที่จะรักษาหน้าของตนเองไว้ มันจึงได้คิดอุบายอันแยบยลขึ้นมา
มันได้เรียกประชุมสุนัขจิ้งจอกทุกตัวในฝูงแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูน่าเชื่อถือว่า “สหายทั้งหลาย! ข้าได้ค้นพบความจริงอันประเสริฐอย่างหนึ่งแล้ว นั่นก็คือการไม่มีหางเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด! หางเป็นเพียงส่วนเกินที่เกะกะและไร้ประโยชน์ ทำให้เราวิ่งไม่สะดวกและยังเป็นจุดอ่อนให้ศัตรูโจมตีได้ง่ายอีกด้วย ดูอย่างข้าสิ ตอนนี้ข้ารู้สึกตัวเบาและคล่องแคล่วกว่าเดิมมาก ข้าว่าพวกเรามาตัดหางทิ้งกันให้หมดเถิด”
สุนัขจิ้งจอกหลายตัวเมื่อได้ฟังดังนั้นก็เริ่มคล้อยตามและคิดว่าสิ่งที่สุนัขจิ้งจอกหางด้วนพูดนั้นอาจจะเป็นความจริง แต่ในขณะนั้นเอง สุนัขจิ้งจอกอาวุโสผู้มีสติปัญญาและประสบการณ์มากที่สุดในฝูงก็ได้พูดแทรกขึ้นมาว่า
“ช้าก่อนสหาย! ที่เจ้าพูดมาทั้งหมดนั้นก็เพียงเพราะเจ้าต้องการให้พวกเรามีสภาพที่น่าสมเพชเหมือนกับเจ้าใช่หรือไม่? หากการไม่มีหางเป็นสิ่งที่ดีจริง เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกพวกเราตั้งแต่แรก แต่กลับมาบอกหลังจากที่เจ้าเสียหางไปแล้วเล่า?”
เมื่อสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆ ได้ฟังดังนั้นก็พลันได้สติและรู้ทันในกลอุบายของสุนัขจิ้งจอกหางด้วน พวกมันต่างพากันหัวเราะเยาะและเดินจากไป ทิ้งให้สุนัขจิ้งจอกหางด้วนต้องยืนอับอายอยู่ตามลำพัง
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกหางด้วน นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่แนะนำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เป็นอันตรายหรือน่าอับอาย มักจะมีเจตนาแอบแฝงเพื่อหวังให้ผู้อื่นตกอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่เช่นเดียวกับตนเอง ดังนั้น ก่อนที่จะเชื่อคำพูดของใครควรใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อน”


