กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยใช้จ่ายเงินทองเพื่อความสุขของตนเองหรือช่วยเหลือผู้อื่นเลย สิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุขในชีวิตคือการได้สะสมสมบัติและเฝ้ามองมันทุกวัน
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง ชายขี้เหนียวได้ตัดสินใจนำทรัพย์สินทั้งหมดที่เขามีไปขายและแลกเปลี่ยนเป็นทองคำแท่งก้อนใหญ่ จากนั้นเขาก็นำทองคำก้อนนั้นไปฝังดินซ่อนไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ในป่าลึกซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขานัก
ทุกๆ วัน ชายขี้เหนียวจะเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่เพื่อขุดดินดูทองคำของเขาว่ายังอยู่ดีหรือไม่ เมื่อเห็นแล้วก็ฝังกลบไว้ตามเดิม เขาทำเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวันโดยไม่เคยคิดที่จะนำทองคำออกมาใช้จ่ายเลยแม้แต่น้อย
แต่ในขณะที่เขาเดินไปขุดดูทองคำทุกวันนั้นเอง มีโจรคนหนึ่งแอบสะกดรอยตามมาและได้เห็นที่ซ่อนสมบัติ เมื่อชายขี้เหนียวเดินกลับบ้านไปแล้ว โจรจึงแอบขุดดินและขโมยทองคำก้อนนั้นไปจนหมดสิ้น
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อชายขี้เหนียวมาขุดดูทองคำและพบเพียงแต่หลุมเปล่า เขาก็ร้องไห้คร่ำครวญและดึงทึ้งผมตัวเองด้วยความเสียใจอย่างแสนสาหัส เพื่อนบ้านคนหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าจึงเข้าไปสอบถามเรื่องราวทั้งหมด
เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อนบ้านจึงกล่าวเตือนสติชายขี้เหนียวว่า
“ท่านอย่าร้องไห้ไปเลย ในเมื่อตอนที่ท่านมีทองคำอยู่ ท่านก็ไม่เคยนำมันออกมาใช้ประโยชน์อะไร จงเอาก้อนหินใส่ลงไปในหลุมนั้นแล้วคิดเสียว่ามันคือทองคำของท่านเถิด เพราะมันก็มีค่าเท่ากัน!”
พูดจบ เพื่อนบ้านก็เดินจากไป ทิ้งให้ชายขี้เหนียวนั่งจมอยู่กับความเศร้าและตระหนักถึงความจริงที่ตนได้ทำพลาดไป
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง คนขี้เหนียวกับทองคำ นี้สอนให้รู้ว่า “ทรัพย์สมบัติจะมีค่าก็ต่อเมื่อถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ หากมีแล้วไม่รู้จักใช้ มันก็ย่อมไร้ค่าไม่ต่างอะไรกับก้อนหินริมทาง”
พุทธภาษิต
“อทตฺวา นนฺทตี พาโล” (อะทัตวา นันทะตี พาโล) คำแปล: คนพาลไม่ได้ให้ทาน ย่อมไม่บันเทิงใจ

