กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายตัดไม้ผู้ยากจนแต่มีความซื่อสัตย์คนหนึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ริมป่า ในทุกๆ วัน เขาจะเข้าไปในป่าเพื่อตัดไม้ไปขายเลี้ยงชีพด้วยขวานเหล็กเก่าๆ ที่เป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่เขามี
เนื้อเรื่อง
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังตัดไม้อยู่ริมบึงนั้นเอง เขาก็ได้พลาดท่าทำขวานเหล็กคู่ใจของตนพลัดตกลงไปในน้ำ ด้วยความที่บึงนั้นลึกมากและเขาเองก็ว่ายน้ำไม่เป็น เขาจึงได้แต่นั่งลงร้องไห้เสียใจอยู่ริมบึงด้วยความสิ้นหวัง เพราะนั่นหมายถึงเขาได้สูญเสียเครื่องมือทำมาหากินเพียงชิ้นเดียวของเขาไปแล้ว
ในขณะนั้นเอง เทพารักษ์ ผู้เป็นเทพารักษ์ประจำบึงแห่งนั้นก็ได้ปรากฏกายขึ้นมาแล้วเอ่ยถามชายตัดไม้ด้วยความเมตตาว่า “ท่านร้องไห้ด้วยเหตุใดรึ?”
ชายตัดไม้จึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังด้วยความซื่อสัตย์ เทพารักษ์เมื่อได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกสงสารจึงได้ดำลงไปในบึงแล้วกลับขึ้นมาพร้อมกับขวานทองคำอันงดงาม “นี่คือขวานของท่านใช่หรือไม่?”
ชายตัดไม้เมื่อเห็นขวานทองคำก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่ใช่ขอรับท่าน นั่นไม่ใช่ขวานของข้า”
เทพารักษ์จึงได้ดำลงไปอีกครั้งและกลับขึ้นมาพร้อมกับขวานเงิน “แล้วเล่มนี้เล่า ใช่ของท่านหรือไม่?”
ชายตัดไม้ก็ยังคงส่ายหน้าปฏิเสธเช่นเดิม “ก็ยังไม่ใช่อีกขอรับ ขวานของข้าเป็นเพียงขวานเหล็กเก่าๆ เท่านั้น”
เทพารักษ์รู้สึกชื่นชมในความซื่อสัตย์ของชายตัดไม้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ดำลงไปเป็นครั้งที่สามและนำขวานเหล็กที่แท้จริงของเขากลับขึ้นมาให้ พร้อมกันนั้นก็ได้มอบทั้งขวานทองคำและขวานเงินให้เป็นรางวัลในความซื่อสัตย์ของเขาด้วย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง เทพารักษ์กับคนตัดไม้ นี้สอนให้รู้ว่า “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมอันล้ำค่าที่ย่อมนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีงามเสมอ”
พุทธภาษิต
“สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ” (สัจเจนะ กิตติง ปัปโปติ) คำแปล: คนจะได้รับเกียรติด้วยสัจจะ (ความซื่อสัตย์)


