ในป่าลึกแห่งหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งกำลังวิ่งหนีสุดชีวิตจากการไล่ล่าของเหล่านายพราน มันวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้พบกับคนตัดไม้คนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ ด้วยความสิ้นหวัง มันจึงเข้าไปอ้อนวอนขอความช่วยเหลือ
เนื้อเรื่อง
“ท่านคนตัดไม้ผู้ใจดี” สุนัขจิ้งจอกพูดด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย “โปรดช่วยข้าด้วยเถิด! เหล่านายพรานกำลังตามล่าข้าอยู่ ท่านพอจะมีที่ให้ข้าซ่อนตัวบ้างหรือไม่?”
คนตัดไม้รู้สึกสงสารจึงได้ชี้ให้มันเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมเล็กๆ ของเขา ไม่นานนัก เหล่านายพรานก็ขี่ม้าตามมาถึงและได้เอ่ยถามคนตัดไม้ว่า
“นี่เจ้า! พอจะเห็นสุนัขจิ้งจอกวิ่งผ่านมาทางนี้บ้างหรือไม่?”
คนตัดไม้ตอบปฏิเสธด้วยวาจาว่า “ข้าไม่เห็นหรอก” แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง มือของเขากลับชี้ไปยังทิศทางของกระท่อมที่สุนัขจิ้งจอกซ่อนตัวอยู่
โชคดีที่เหล่านายพรานไม่ได้สังเกตเห็นท่าทางของคนตัดไม้ พวกเขาเชื่อในคำพูดและได้ขี่ม้าจากไปในทันที
สุนัขจิ้งจอกเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงได้ย่องออกมาจากกระท่อมและเตรียมที่จะวิ่งจากไปโดยไม่กล่าวขอบคุณคนตัดไม้เลยแม้แต่คำเดียว คนตัดไม้เมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจและได้ต่อว่าสุนัขจิ้งจอกว่า
“นี่เจ้า! ข้าอุตส่าห์ช่วยชีวิตเจ้าไว้นะ เจ้าจะไม่คิดขอบคุณข้าสักคำเลยหรือ?”
สุนัขจิ้งจอกจึงได้หันกลับมาแล้วตอบว่า “ข้าก็คงจะขอบคุณท่านอยู่หรอก หากการกระทำของท่านมันจะตรงกับคำพูดของท่าน”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง หมาจิ้งจอกกับคนตัดไม้ นี้สอนให้รู้ว่า “การกระทำนั้นสำคัญและส่งเสียงดังกว่าคำพูดเสมอ การช่วยเหลือที่ไม่จริงใจหรือการกระทำที่ขัดแย้งกับวาจา ย่อมไม่สมควรที่จะได้รับการขอบคุณ”
พุทธภาษิต
“ยถาวาที ตถาการี” (ยะถาวาที ตะถาการี) คำแปล: พูดอย่างใด พึงทำอย่างนั้น


