กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ชนบทอันอุดมสมบูรณ์ มีชาวไร่ผู้หนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับการปลูกพืชผลเลี้ยงชีพ เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลไร่นาของตนเป็นอย่างดี แต่แล้วความสงบสุขของเขาก็ถูกรบกวน เมื่อมีฝูงนกกระเรียนจอมตะกละพากันบินลงมาจิกกินและเหยียบย่ำพืชผลในไร่จนเสียหายเป็นวงกว้างในทุกๆ วัน ทำให้ชาวไร่ต้องทุกข์ใจและกังวลกับความเสียหายที่เกิดขึ้น
เนื้อเรื่อง
ชาวไร่เฝ้าดูความเสียหายที่เพิ่มขึ้นทุกวันด้วยความเจ็บปวดใจ เขาพยายามหาวิธีไล่ฝูงนกกระเรียนสารพัดวิธี แต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดเขาจึงตัดสินใจว่าต้องใช้วิธีขั้นเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลผลิตอันเป็นหยาดเหงื่อแรงงานของตน เขาได้นำตาข่ายผืนใหญ่ไปขึงดักไว้ทั่วทั้งไร่ โดยหวังว่าจะจับเจ้านกตัวปัญหายกฝูงให้ได้
และแล้วในวันรุ่งขึ้น ฝูงนกกระเรียนก็บินลงมาที่ไร่เช่นเคย โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นกับดักที่ชาวไร่วางไว้ พวกมันจึงติดอยู่ในตาข่ายจนดิ้นไม่หลุด แต่ในเหตุการณ์ชุลมุนนั้น มีนกกระสาผู้โชคร้ายตัวหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีเจตนาจะมากินพืชผล มันเพียงแค่บินตามฝูงนกกระเรียนมาเพื่อหวังจะจับหนูในไร่กินเป็นอาหาร แต่กลับพลาดท่าติดเข้าไปในตาข่ายพร้อมกับฝูงนกกระเรียนด้วย
เมื่อชาวไร่เดินมาที่ไร่และเห็นนกจำนวนมากติดตาข่ายของตน เขาก็รู้สึกยินดีที่จะได้จัดการกับตัวการเสียที ขณะที่เขากำลังจะรวบตาข่ายเพื่อจับนกทั้งหมด นกกระสาก็ร้องอ้อนวอนขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านผู้มีเมตตา โปรดปล่อยข้าไปเถิด ข้าไม่ใช่นกกระเรียนที่ขโมยพืชผลของท่าน ข้าเป็นนกกระสาผู้มีเกียรติ ข้าช่วยท่านกำจัดหนูและสัตว์รังควานในไร่ โปรดดูที่ขาและจะงอยปากของข้าสิ มันแตกต่างจากนกกระเรียนพวกนี้โดยสิ้นเชิง”
ชาวไร่ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “เรื่องที่เจ้าพูดมาทั้งหมดอาจจะเป็นความจริง แต่ในเมื่อข้าจับเจ้าได้พร้อมกับโจรที่เข้ามาทำลายทรัพย์สินของข้า เจ้าก็ย่อมต้องรับชะตากรรมเดียวกันกับพวกมัน การคบหาคนพาลย่อมนำภัยมาสู่ตัว” พูดจบทันที ชาวไร่ก็รวบตาข่ายและจับนกทั้งหมดไปโดยไม่ฟังคำร้องขอของนกกระสาอีกเลย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ชาวไร่กับนกกระสา นี้สอนให้รู้ว่า “การคบคนพาลย่อมนำพาความเดือดร้อนมาให้ แม้ตนเองจะไม่ได้มีเจตนากระทำผิด แต่ก็ต้องพลอยรับเคราะห์กรรมนั้นไปด้วย”


