กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาผู้ขยันขันแข็งคนหนึ่งอาศัยอยู่ในชนบท เขามีลูกชายอยู่หลายคนซึ่งแตกต่างจากพ่อโดยสิ้นเชิง พวกเขาเป็นคนเกียจคร้าน ไม่เคยคิดที่จะช่วยพ่อทำงานในไร่นาเลยแม้แต่น้อย เอาแต่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นไปวันๆ ทำให้ผู้เป็นพ่อรู้สึกทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง
เนื้อเรื่อง
ชาวนาเฝ้ากังวลใจอยู่เสมอว่าหากวันใดที่เขาแก่ชราหรือล้มป่วยจนไม่สามารถทำงานได้ ลูกชายของเขาจะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร เขาพยายามว่ากล่าวตักเตือนและสั่งสอนให้ลูกๆ รู้จักคุณค่าของความขยันหมั่นเพียรอยู่เสมอ แต่ก็ไม่เป็นผล
จนกระทั่งวันหนึ่ง ชาวนารู้ตัวว่าตนเองป่วยหนักและคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน เขาจึงได้เรียกลูกชายทั้งหมดเข้ามาหาที่ข้างเตียงแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรงว่า “ลูกรัก พ่อคงจะอยู่กับพวกเจ้าได้อีกไม่นาน แต่ก่อนที่พ่อจะจากไป พ่ออยากจะบอกว่าพ่อได้ซ่อนสมบัติล้ำค่าจำนวนมหาศาลไว้ให้พวกเจ้าในไร่องุ่นของเรา”
เมื่อพูดจบ ชาวนาก็สิ้นใจจากไป หลังจากที่จัดงานศพของพ่อเสร็จสิ้นแล้ว ด้วยความโลภและอยากได้สมบัติที่พ่อทิ้งไว้ให้ ลูกชายทั้งหมดจึงได้พากันนำจอบและเสียมไปที่ไร่องุ่นแล้วช่วยกันขุดพลิกแผ่นดินทั่วทั้งไร่เพื่อค้นหาสมบัติที่พ่อบอกไว้ พวกเขาขุดลึกลงไปในดิน พลิกหน้าดินกลับไปกลับมาอยู่หลายวันหลายคืน แต่ก็ไม่พบสมบัติใดๆ เลยแม้แต่ชิ้นเดียว
ในที่สุดพวกเขาก็เหนื่อยและเริ่มท้อแท้ แต่เมื่อมองไปทั่วทั้งไร่ พวกเขาก็พบว่าผืนดินทั้งหมดได้ถูกพรวนดินไว้อย่างดีเยี่ยมแล้ว พี่ชายคนโตจึงได้พูดขึ้นว่า “ในเมื่อเราขุดพรวนดินกันมาขนาดนี้แล้ว เรามาปลูกองุ่นกันต่อเถิด” น้องๆ ทุกคนต่างก็เห็นด้วย
พวกเขาจึงได้ช่วยกันลงมือปลูกองุ่นและดูแลรดน้ำพรวนดินเป็นอย่างดี และด้วยผืนดินที่ได้รับการเตรียมการมาอย่างดีนั้นเอง จึงทำให้ในปีนั้นไร่องุ่นของพวกเขาได้ผลผลิตออกมาอย่างงดงามและมากมายกว่าปีไหนๆ พวกเขาสามารถนำองุ่นไปขายและได้เงินมาเป็นจำนวนมาก ทำให้พวกเขามีชีวิตที่สุขสบายและได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของความขยันหมั่นเพียรในที่สุด
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ลากับม้าศึก นี้สอนให้รู้ว่า “ความขยันหมั่นเพียรและผลจากการทำงานหนัก คือสมบัติอันล้ำค่าที่สุดที่ไม่มีใครสามารถขโมยไปจากเราได้”


