ณ เนินเขาสูงแห่งหนึ่ง มีต้นสนที่สูงใหญ่สง่างามต้นหนึ่งยืนตระหง่านท้าทายสายลมและแสงแดดอยู่ มันภาคภูมิใจในความสูงและลำต้นที่แข็งแรงของตนเป็นอย่างยิ่ง ที่โคนต้นสนนั้น มีพุ่มหนามเล็กๆ ขึ้นอยู่ ซึ่งมักจะถูกต้นสนมองข้ามและดูถูกอยู่เสมอ
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง ต้นสนได้มองลงมายังพุ่มหนามที่อยู่เบื้องล่างแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยองว่า
“ดูเจ้าสิ เจ้าพุ่มหนามต่ำต้อย ช่างน่าสมเพชเสียจริงที่เกิดมาเตี้ยแคระและไร้ประโยชน์ ไม่เหมือนข้าที่สูงใหญ่สง่างาม ลำต้นของข้าสามารถนำไปสร้างเป็นเสาหลักของพระราชวังหรือเสากระโดงเรือสำเภาที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่สำหรับเจ้า…คงทำได้แค่เกี่ยวเสื้อผ้าของคนที่เดินผ่านไปมาเท่านั้นแหละ”
พุ่มหนามเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า
“ท่านพูดถูกแล้วท่านต้นสน ท่านช่างสูงส่งและมีประโยชน์ยิ่งนัก แต่ท่านเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า ก่อนที่ท่านจะได้กลายเป็นเสาหลักของพระราชวังหรือเสากระโดงเรือนั้น ท่านจะต้องถูกขวานอันแหลมคมของคนตัดไม้โค่นลงมาเสียก่อน ความสูงส่งและมีประโยชน์ของท่านนั่นแหละที่จะนำภัยมาสู่ตัวท่านในไม่ช้า”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ต้นสนกับพงหนาม นี้สอนให้รู้ว่า “การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและไม่โดดเด่นจนเกินไป อาจจะนำมาซึ่งความปลอดภัยและยืนยาวกว่าชีวิตที่สูงส่งแต่เต็มไปด้วยภยันตราย”
พุทธภาษิต
“สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ” (สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง) คำแปล: ความสันโดษ (ความพอใจในสิ่งที่มี) เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง


