กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายสองคนเป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองได้ออกเดินทางร่วมกันไปยังเมืองที่ห่างไกล ระหว่างทาง พวกเขาต้องเดินผ่านป่าทึบที่ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย ทั้งสองจึงได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เนื้อเรื่อง
ขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น ชายคนหนึ่งก็ได้เหลือบไปเห็นขวานเล่มหนึ่งตกอยู่ที่พื้น เขาจึงรีบหยิบมันขึ้นมาด้วยความดีใจแล้วพูดว่า “ดูสิว่า ‘ข้า’ เจออะไร! วันนี้ช่างโชคดีของข้าจริงๆ!”
เพื่อนอีกคนหนึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นจึงได้ท้วงขึ้นว่า “สหายเอ๋ย ท่านไม่ควรจะพูดว่า ‘ข้า’ เจอ แต่น่าจะพูดว่า ‘เรา’ เจอมากกว่า เพราะเราเดินทางมาด้วยกันและตกลงที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันแล้ว”
แต่ชายคนที่เจอขวานกลับไม่สนใจและตอบกลับไปว่า “ไม่! ข้าเป็นคนเจอขวานเล่มนี้แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นมันจึงเป็นโชคดีของข้าคนเดียว ไม่ใช่ของ ‘เรา'”
แต่แล้วในทันใดนั้นเอง เจ้าของขวานซึ่งเป็นคนตัดไม้ร่างกำยำก็ได้วิ่งตามมาพร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา เมื่อเห็นว่าขวานของตนอยู่ในมือของคนเดินทาง เขาก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโจรและได้ตะโกนขึ้นว่า “นี่แน่ะ! เจ้าพวกขโมย!”
ชายคนที่ถือขวานเมื่อเห็นว่ากำลังจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับตนเองแน่แล้ว ก็หน้าซีดเผือดแล้วพูดกับเพื่อนว่า “แย่แล้ว! ‘เรา’ กำลังจะตายกันแล้ว!”
เพื่อนของเขาจึงได้ส่ายหน้าแล้วตอบกลับไปอย่างใจเย็นว่า “ไม่ใช่หรอกสหาย ท่านควรจะพูดว่า ‘ข้า’ กำลังจะตาย ไม่ใช่ ‘เรา’ เพราะในเมื่อตอนที่ท่านพบขวาน ท่านไม่ได้นับข้ารวมอยู่ในโชคดีของท่านด้วย ดังนั้น ตอนที่ท่านกำลังจะได้รับโทษจากการกระทำนั้น ข้าก็คงจะไม่ขอเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ความซื่อสัตย์กับนักเดินทาง นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่ไม่ยอมแบ่งปันโชคลาภหรือความสุขให้กับสหายร่วมทาง ก็ไม่ควรที่จะคาดหวังให้สหายคนนั้นมาร่วมแบกรับความทุกข์หรือเคราะห์ร้ายกับตนเอง”
พุทธภาษิต
“สุขทุกฺขสมํ กเร” (สุขะทุกขะสะมัง กะเร) คำแปล: พึงมีส่วนในทุกข์และสุข (ของสหาย)


