ในป่าใหญ่อันกว้างไพศาล สัตว์ทั้งหลายต่างอยู่กันอย่างหวาดกลัวอำนาจของเสือโคร่งผู้เป็นเจ้าป่า ไม่มีสัตว์ตัวใดกล้าต่อกรกับมัน แต่ในป่าเดียวกันนั้น ก็มีสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งที่ใช้สติปัญญาและความฉลาดแกมโกงในการเอาตัวรอด
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังเดินหาอาหารอยู่นั้น มันก็โชคร้ายไปพบกับเสือโคร่งที่กำลังหิวโซเข้าโดยบังเอิญ เสือโคร่งเมื่อเห็นเหยื่ออันโอชะอยู่ตรงหน้าก็เตรียมที่จะกระโจนเข้าขย้ำในทันที
แต่สุนัขจิ้งจอกผู้มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ ได้รีบแสร้งทำเป็นใจเย็นและพูดขึ้นด้วยท่าทีที่ดูยิ่งใหญ่ว่า “ช้าก่อนท่านเสือ! ท่านจะกินข้าไม่ได้นะ!”
เสือโคร่งรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งจึงหยุดชะงักแล้วถามกลับไปว่า “ทำไมข้าจะกินเจ้าไม่ได้?”
สุนัขจิ้งจอกจึงรีบตอบกลับไปว่า “ก็เพราะว่าองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ส่งข้าลงมาให้เป็นเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่ ปกครองสัตว์ทุกตัวในป่าแห่งนี้ หากท่านกินข้า ก็เท่ากับว่าท่านขัดคำสั่งสวรรค์ และจะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก”
เสือโคร่งเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ยังไม่ปักใจเชื่อในทันที สุนัขจิ้งจอกจึงได้เสนอขึ้นว่า “ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านก็ลองเดินตามหลังข้าไปสิ แล้วท่านจะได้เห็นด้วยตาของท่านเองว่ามีสัตว์ตัวใดบ้างที่ไม่หวาดกลัวข้า”
เสือโคร่งจึงยอมทำตามที่สุนัขจิ้งจอกเสนอ มันเดินตามหลังสุนัขจิ้งจอกไปอย่างเงียบๆ และก็เป็นไปตามที่สุนัขจิ้งจอกว่าไว้ เมื่อสัตว์ต่างๆ ได้เห็นสุนัขจิ้งจอกเดินนำหน้ามาโดยมีเสือโคร่งเดินตามหลัง พวกมันต่างก็พากันวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวในอำนาจของเสือโคร่ง
เสือโคร่งเมื่อเห็นดังนั้นก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจว่าสุนัขจิ้งจอกคือเจ้าป่าที่สวรรค์ส่งมาจริงๆ มันจึงไม่กล้าที่จะทำอะไรสุนัขจิ้งจอกและปล่อยให้สุนัขจิ้งจอกเดินจากไปอย่างปลอดภัย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง หมาจิ้งจอกกับเสือ นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่มีสติปัญญาและไหวพริบปฏิภาณ ย่อมสามารถเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คับขันและอันตรายได้ แม้จะต้องเผชิญหน้ากับผู้ที่แข็งแกร่งและมีอำนาจมากกว่าก็ตาม”


