ในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ มีลาตัวหนึ่งอาศัยอยู่อย่างมีความสุข มันมีร่างกายที่แข็งแรงและสามารถทำงานหนักได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่มันไม่เคยพอใจในตนเองเลยก็คือเสียงร้องของมันที่แหบแห้งและไม่น่าฟัง ทุกครั้งที่มันได้ยินเสียงร้องเพลงอันไพเราะของตั๊กแตน มันก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาและอยากที่จะมีเสียงที่ไพเราะเช่นนั้นบ้างไม่ได้
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง ลาได้เดินเข้าไปหาตั๊กแตนแล้วเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า “ท่านตั๊กแตนผู้มีเสียงอันไพเราะ ท่านกินอะไรเป็นอาหารหรือ เหตุใดเสียงของท่านจึงได้หวานใสกังวานเช่นนี้?”
ตั๊กแตนเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ตอบกลับไปอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้ากินน้ำค้างที่เกาะอยู่บนยอดหญ้าในทุกๆ เช้าเป็นอาหารน่ะสิ มันเป็นอาหารทิพย์จากสวรรค์ที่ช่วยให้เสียงของข้าไพเราะเช่นนี้”
ลาเมื่อได้ยินดังนั้นก็หลงเชื่อในทันที มันคิดว่าถ้าหากมันกินแต่น้ำค้างเหมือนตั๊กแตน เสียงของมันก็จะไพเราะขึ้นมาได้เช่นกัน นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ลาจึงได้เลิกกินหญ้าและอาหารอื่นๆ ทั้งหมด แล้วหันมากินแต่น้ำค้างเพียงอย่างเดียว
เวลาผ่านไปไม่นาน ร่างกายที่เคยแข็งแรงของลาก็เริ่มซูบผอมและอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะมันไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกาย แต่เสียงของมันก็ยังคงแหบแห้งเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ในที่สุดมันก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลงในที่สุด
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ลาไถนากับตั๊กแตน นี้สอนให้รู้ว่า “สิ่งที่เหมาะสมและดีสำหรับคนหนึ่ง อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมและดีสำหรับอีกคนหนึ่งเสมอไป การพยายามเลียนแบบผู้อื่นโดยไม่พิจารณาถึงความแตกต่างและความเหมาะสมของตนเอง ย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนและหายนะได้”


