กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสนามรบอันกว้างใหญ่ไพศาล กองทัพสองฝ่ายกำลังจะเข้าประจัญบานกัน ในกองทัพฝ่ายหนึ่ง มีทหารหนุ่มผู้ขี้ขลาดคนหนึ่งแอบหนีทัพออกมาด้วยความกลัวตาย เขาวิ่งเตลิดไปโดยไม่มีจุดหมายและได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะแห่งหนึ่ง
เนื้อเรื่อง
ขณะที่ทหารขี้ขลาดกำลังนั่งซ่อนตัวอยู่นั้น เขาก็ได้ยินเสียงฝูงกาส่งเสียงร้องดังระงมอยู่บนท้องฟ้า เมื่อเขาแหงนหน้ามองขึ้นไปก็เห็นฝูงกากำลังบินวนเวียนอยู่เหนือสนามรบ ด้วยความเชื่อในเรื่องโชคลาง เขาจึงคิดว่าฝูงกานี้กำลังจะบอกใบ้อะไรบางอย่างแก่เขา
เขาจึงได้หยิบคันธนูและลูกธนูขึ้นมา พร้อมกับตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้าว่า “เจ้าพวกกาอัปมงคล! ถ้าพวกเจ้าคิดจะบอกข่าวร้ายแก่ข้าล่ะก็ จงระวังตัวไว้ให้ดีเถิด ข้าจะยิงพวกเจ้าให้ร่วงลงมาให้หมดเลย!”
แต่ฝูงกากลับไม่ได้สนใจในคำขู่ของเขาเลยแม้แต่น้อย พวกมันยังคงบินวนเวียนและส่งเสียงร้องต่อไปเหมือนเดิม ทหารขี้ขลาดเมื่อเห็นว่าคำขู่ของตนไม่ได้ผล เขาก็ได้วางคันธนูลงแล้วพูดกับตนเองว่า
“เอาเถอะ ข้าคงจะไม่ทำอะไรพวกเจ้าหรอก เพราะข้าเชื่อว่าพวกเจ้าคงไม่ได้มีเจตนาจะมาเยาะเย้ยข้าผู้กล้าหาญชาญชัย แต่คงจะมาเพื่อปกป้องข้าจากอันตรายเสียมากกว่า”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง คนขี้ขลาดกับฝูงกา นี้สอนให้รู้ว่า “คนขี้ขลาดมักจะแสดงท่าทีที่ก้าวร้าวและข่มขู่ผู้อื่นเพื่อปกปิดความอ่อนแอและความหวาดกลัวที่อยู่ภายในใจของตนเอง”
พุทธภาษิต
“พาโล อตฺถํ น ชานาติ” (พาโล อัตถัง นะ ชานาติ) คำแปล: คนพาลย่อมไม่รู้จักประโยชน์ (ของตน)


