กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่ที่เคยสงบสุข ได้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้นระหว่างเหล่าสัตว์ป่าสี่เท้าซึ่งมีพญาราชสีห์เป็นผู้นำ และบรรดาสัตว์ปีกซึ่งมีพญาอินทรีเป็นจ่าฝูง สงครามเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่ได้ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงและไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ
เนื้อเรื่อง
ท่ามกลางความขัดแย้งนั้น มีสัตว์อยู่ชนิดหนึ่งที่ไม่เดือดร้อนไปกับฝ่ายใด นั่นก็คือค้างคาวผู้เจ้าเล่ห์ มันเฝ้าสังเกตการณ์รบอยู่ห่างๆ และตัดสินใจที่จะเลือกเข้าข้างฝ่ายที่กำลังได้เปรียบเพื่อความปลอดภัยของตนเอง
เมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะเป็นใจให้ฝ่ายปักษา ค้างคาวก็จะรีบกางปีกบินร่อนไปเข้าร่วมพลางประกาศว่า “ข้าคือพวกของท่าน! ดูสิ ข้ามีปีกและโบยบินบนท้องฟ้าได้เหมือนพวกท่านทุกประการ!”
แต่ครั้นฝ่ายสัตว์สี่เท้ากลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบและรุกไล่ฝ่ายนกจนต้องล่าถอย เจ้าค้างคาวก็จะรีบหุบปีกลงอย่างรวดเร็ว แล้วคลานเข้าไปหาพญาราชสีห์พร้อมกับพูดว่า “ชัยชนะต้องเป็นของท่านอย่างแน่นอน! อย่าได้เข้าใจผิดว่าข้าเป็นนกนะ ข้าคือสัตว์สี่เท้าเหมือนพวกท่านต่างหาก!”
มันทำตัวเป็นนกสองหัว สับเปลี่ยนข้างไปมาตามสถานการณ์อยู่เช่นนี้เรื่อยไป
ในที่สุดสงครามอันยาวนานก็ยุติลงด้วยการเจรจาสงบศึก ทั้งสองฝ่ายต่างก็เหนื่อยล้าจากการต่อสู้และได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติอีกครั้ง แต่เมื่อเรื่องราวความสับปลับของค้างคาวถูกเปิดโปง ทั้งสองฝ่ายต่างก็รังเกียจในความไร้สัจจะและเห็นแก่ตัวของมัน
พวกเขาจึงได้มีมติร่วมกันว่าจะไม่ยอมรับค้างคาวเข้ามาเป็นพวกอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนกหรือฝ่ายสัตว์ป่าก็ตาม
นับตั้งแต่นั้นมา ค้างคาวจึงต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถูกขับไล่จากทุกสังคม มันอับอายจนไม่กล้าสู้หน้าใครในเวลากลางวัน และต้องออกมาหากินอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ในเวลากลางคืนแต่เพียงลำพัง
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาว, นก และสัตว์ป่า นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่ขาดความจริงใจและสัจจะ ยอมเปลี่ยนข้างไปมาเพื่อความอยู่รอดของตนเพียงอย่างเดียว อาจจะเอาตัวรอดได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวก็จะสูญเสียความน่าเชื่อถือและไม่เป็นที่ต้อนรับของสังคมใดๆ เลย”
พุทธภาษิต
“อมิตฺโต มิตฺตวณฺณิโก” (อะมิตโต มิตตะวัณณิโก) คำแปล: ศัตรูผู้มาในร่างของมิตร


