กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่ค้างคาวยังคงออกหากินในเวลากลางวันเหมือนกับสัตว์อื่นๆ ทั่วไป ได้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้นในผืนป่า ซึ่งได้กลายเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้ค้างคาวต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมันไปตลอดกาล
เนื้อเรื่อง
ในป่าใหญ่แห่งหนึ่ง ได้เกิดความขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงระหว่างฝูงนกและเหล่าสัตว์ป่าทั้งหลาย จนในที่สุดก็ได้บานปลายเป็นสงครามครั้งใหญ่ที่ไม่มีใครยอมใคร ค้างคาวซึ่งมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ได้เฝ้าดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความเจ้าเล่ห์และได้ตัดสินใจที่จะวางตัวเป็นกลางเพื่อรอดูว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ
ในตอนแรกของการต่อสู้ เหล่าสัตว์ป่าซึ่งมีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่าได้เป็นฝ่ายได้เปรียบและได้รับชัยชนะ เมื่อค้างคาวเห็นดังนั้น มันจึงรีบเข้าไปแสดงตัวและเข้าร่วมกับฝ่ายของสัตว์ป่าในทันที
แต่ต่อมาไม่นาน ฝูงนกก็ได้รวมพลังกันอีกครั้งและใช้ความได้เปรียบจากการบินบนท้องฟ้าเข้ารุมจิกตีเหล่าสัตว์ป่าจนต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด เมื่อค้างคาวเห็นว่าสถานการณ์พลิกผัน มันจึงรีบเปลี่ยนข้างและหันไปเข้าร่วมกับฝูงนกในทันที โดยอ้างว่าตนเองก็มีปีกและสามารถบินได้เหมือนกับนก
แต่ทว่านกทั้งหลายต่างก็รู้ดีถึงความไม่จริงใจและความเจ้าเล่ห์ของค้างคาว พวกมันจึงไม่ยอมรับค้างคาวเข้าเป็นพวกและได้พากันรุมจิกตีขับไล่ค้างคาวไป เมื่อถูกขับไล่จากทั้งสองฝ่าย ค้างคาวจึงต้องหลบหนีเอาชีวิตรอดเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอันมืดมิดด้วยความอับอาย
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ค้างคาวก็ไม่กล้าที่จะออกมาเผชิญหน้ากับสัตว์อื่นในเวลากลางวันอีกเลย และต้องจำใจออกหากินเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทำร้ายและขับไล่
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ค้างคาว นก และสัตว์ป่า นี้สอนให้รู้ว่า “ผู้ที่ขาดความจริงใจและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่เป็นที่ยอมรับและอาจถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวในที่สุด”


