ในเมืองแห่งหนึ่ง มีหมอผู้หนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องความเก่งกาจและวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งซึ่งป่วยหนักได้มาขอรับการรักษาจากเขา หมอจึงได้ตรวจดูอาการและให้คำแนะนำอย่างละเอียด
เนื้อเรื่อง
“โชคดีที่ท่านมาหาข้าได้ทันเวลา” หมอกล่าว “โรคของท่านยังรักษาให้หายขาดได้ แต่มีข้อแม้ว่าท่านต้องเชื่อฟังข้าอย่างเคร่งครัด ท่านต้องกลับไปนอนพักผ่อนให้มาก และที่สำคัญที่สุดคือจงหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของหมักดอง แล้วท่านจะกลับมาแข็งแรงในไม่ช้า”
คนป่วยรับคำอย่างแข็งขัน แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เขากลับหัวรั้นและเห็นแก่ปากท้องของตนเองมากกว่าสุขภาพ เขาคิดในใจว่า “อาหารนิดๆ หน่อยๆ คงไม่เป็นอะไรหรอกน่า” ว่าแล้วก็แอบไปกินอาหารที่หมอสั่งห้ามจนพอใจ
วันต่อมา หมอได้เดินทางไปเยี่ยมคนป่วยที่บ้าน แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าอาการของคนป่วยนั้นทรุดหนักลงกว่าเดิมมาก “เหตุใดอาการของท่านจึงทรุดหนักลงเช่นนี้!” หมอเอ่ยถาม
คนป่วยผู้ไม่สำนึกในความผิดของตนเอง กลับคร่ำครวญว่า “ท่านหมอ ข้าทรมานเหลือเกิน ได้โปรดยาขนานเอกที่จะทำให้ข้าหายเป็นปลิดทิ้งทีเถิด!”
หมอจึงส่ายหน้าแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย “สหายเอ๋ย ต่อให้เป็นยาเทวดาก็ไม่สามารถช่วยผู้ป่วยที่ไม่ยอมช่วยตัวเองได้หรอก”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง คนป่วยกับหมอ นี้สอนให้รู้ว่า “ความสำเร็จในการแก้ไขปัญหานั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตั้งใจจริงของผู้ที่กำลังประสบปัญหาด้วย”
พุทธภาษิต
“สุวโจ โหติ ขโม” (สุวะโจ โหติ ขะโม) คำแปล: พึงเป็นคนว่าง่ายและอดทน


