กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่อันอุดมสมบูรณ์ มีฝูงนกกระทาหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ภายใต้การนำของพญานกกระทาผู้มีสติปัญญาหลักแหลม แต่แล้วความสงบสุขของพวกมันก็ถูกรบกวนโดยคนจับนกผู้หนึ่ง
เนื้อเรื่อง
คนจับนกมักจะเข้ามาในป่า เลียนเสียงร้องของนกกระทาเพื่อล่อให้พวกมันมารวมตัวกัน จากนั้นก็จะเหวี่ยงแหจับพวกมันไปขายอยู่เสมอ พญานกกระทาเมื่อเห็นว่าบริวารของตนล้มตายลงไปทุกวัน จึงได้เรียกประชุมฝูงนกทั้งหมดแล้วสอนอุบายเพื่อเอาตัวรอด
“สหายทั้งหลาย” พญานกกระทากล่าว “เมื่อใดที่คนจับนกเหวี่ยงแหลงมา ให้พวกเราทุกคนพร้อมใจกันสอดหัวเข้าไปในตาข่ายแล้วบินขึ้นพร้อมๆ กัน จากนั้นให้ช่วยกันพาแหไปพาดไว้ที่พุ่มหนาม แล้วต่างคนต่างก็ลอดหนีออกมา”
ฝูงนกกระทาได้ทำตามอุบายนั้นอย่างพร้อมเพรียง ทำให้พวกมันสามารถรอดพ้นจากการจับกุมของคนจับนกได้ทุกครั้ง จนคนจับนกต้องกลับบ้านมือเปล่าอยู่เป็นประจำ
แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ฝูงนกกำลังบินลงหาอาหาร ก็มีนกกระทาตัวหนึ่งบินไปเหยียบหัวของนกอีกตัวหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้น จากเรื่องเล็กน้อยได้ลุกลามบานปลายจนเกิดเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกและทะเลาะกันไปทั่วทั้งฝูง
ในขณะที่พวกนกกระทากำลังทะเลาะกันอยู่นั้นเอง คนจับนกก็ได้เหวี่ยงแหเข้ามาคลุมพวกมันไว้ทั้งหมด แต่คราวนี้ แทนที่พวกมันจะร่วมมือกันเหมือนเคย กลับเอาแต่เกี่ยงกันและกล่าวโทษกันไปมา “เจ้าสิยก!” “ไม่ใช่ ข้าไม่ยก พวกเจ้าต่างหากที่ต้องยก!”
เมื่อขาดซึ่งความสามัคคี พวกมันจึงไม่สามารถยกแหขึ้นได้ คนจับนกจึงรวบแหและจับนกกระทาทั้งฝูงไปได้อย่างง่ายดาย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง นกกระทากับคนจับนก นี้สอนให้รู้ว่า “ความสามัคคีปรองดองคือพลังอันยิ่งใหญ่ที่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ แต่เมื่อใดที่เกิดความแตกแยกและความขัดแย้งขึ้น ก็ย่อมนำไปสู่ความพินาศของหมู่คณะ”
พุทธภาษิต
“สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี” (สุขา สังฆัสสะ สามัคคี) คำแปล: ความสามัคคีของหมู่คณะ นำสุขมาให้


