ในฟาร์มแห่งหนึ่ง มีลาและไก่โต้งอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเพื่อน วันหนึ่งขณะที่ลากำลังเล็มหญ้าอย่างสบายใจอยู่นั้น ก็ได้มีสิงโตตัวหนึ่งแอบซุ่มดูมันอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยความหิวโซ มันเตรียมที่จะกระโจนเข้าจู่โจมลาผู้โชคร้ายตัวนั้น
เนื้อเรื่อง
แต่ในขณะที่สิงโตกำลังจะกระโจนเข้าใส่ลานั้นเอง ไก่โต้งที่เกาะอยู่บนรั้วก็ได้โก่งคอขันขึ้นเสียงดังลั่น เป็นที่รู้กันดีในหมู่สัตว์ป่าว่า สิงโตนั้นมีความเชื่อที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือมันหวาดกลัวเสียงไก่ขันเป็นที่สุด เมื่อสิงโตได้ยินเสียงไก่ขัน มันก็ตกใจกลัวจนต้องรีบวิ่งหนีหางจุกก้นหายเข้าไปในป่าทันที
ลาเมื่อเห็นเจ้าป่าผู้ยิ่งใหญ่วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตเพียงเพราะเสียงของไก่โต้ง ก็บังเกิดความคึกคะนองและหยิ่งผยองขึ้นมา มันคิดว่าตนเองนั้นช่างกล้าหาญและน่าเกรงขามเสียจริงที่สามารถทำให้สิงโตหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้
ด้วยความลำพองใจที่ขาดการไตร่ตรอง ลาจึงรีบวิ่งไล่ตามสิงโตออกไปจากฟาร์มทันที โดยไม่ฟังเสียงห้ามของไก่โต้งเลยแม้แต่น้อย มันตั้งใจที่จะไปเยาะเย้ยและสั่งสอนเจ้าป่าให้หลาบจำ
เมื่อสิงโตวิ่งหนีมาได้ไกลพอจนไม่ได้ยินเสียงไก่ขันแล้ว มันก็หยุดพักและหันกลับมา และก็ได้เห็นลาที่กำลังวิ่งไล่ตามมันมาอย่างกระชั้นชิด สิงโตจึงได้ยิ้มเยาะให้กับความโง่เขลาของลา แล้วหันกลับไปกระโจนเข้าใส่และฉีกร่างของลาผู้น่าสงสารกินเป็นอาหารอย่างง่ายดาย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ลา, ไก่โต้ง และสิงโต นี้สอนให้รู้ว่า “อย่าลำพองใจในโชคช่วยที่ทำให้เรารอดพ้นจากอันตราย จนคิดไปว่านั่นคือความเก่งกาจที่แท้จริงของตนเอง เพราะความคึกคะนองที่ขาดการไตร่ตรองอาจนำมาซึ่งหายนะได้”


