ในป่าใหญ่อันกว้างไพศาล มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งกำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน แต่ด้วยความกระหายน้ำ มันจึงได้วิ่งตรงไปยังลำธารเพื่อหวังจะได้ดื่มน้ำให้ชื่นใจ แต่โชคร้ายที่กระแสน้ำในวันนั้นเชี่ยวกรากเป็นพิเศษ ทำให้มันพลัดตกลงไปในน้ำและถูกพัดไปติดอยู่ที่ซอกหิน ไม่สามารถที่จะปีนกลับขึ้นมาบนฝั่งได้
เนื้อเรื่อง
ขณะที่สุนัขจิ้งจอกกำลังติดอยู่ในซอกหินและพยายามหาทางเอาชีวิตรอดอยู่นั้น ก็ได้มีฝูงเหลือบจำนวนมากบินเข้ามารุมตอมและดูดเลือดของมันจนน่าเวทนา ในขณะที่มันกำลังจะสิ้นหวังนั้นเอง ก็ได้มีเม่นใจดีตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี
ด้วยความสงสาร เม่นจึงได้เสนอความช่วยเหลือให้กับสุนัขจิ้งจอกว่า “สหายจิ้งจอก ท่านดูน่าสงสารเหลือเกิน ให้ข้าช่วยไล่เจ้าพวกเหลือบที่น่ารำคาญพวกนี้ออกไปให้ดีหรือไม่?”
แต่สุนัขจิ้งจอกกลับปฏิเสธความช่วยเหลือของเม่นและพูดขึ้นว่า “ขอบใจในความหวังดีของท่านนะเพื่อนเม่น แต่ท่านอย่าไล่พวกมันไปเลย”
เม่นรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้ถามกลับไปว่า “ทำไมล่ะ? ท่านไม่เจ็บปวดหรืออย่างไรที่ถูกพวกมันรุมดูดเลือดเช่นนี้?”
สุนัขจิ้งจอกจึงได้อธิบายเหตุผลให้ฟังว่า “เหลือบฝูงที่กำลังดูดเลือดข้าอยู่นี้มันอิ่มแล้ว มันจึงดูดเลือดข้าเพียงเล็กน้อย แต่หากท่านไล่พวกมันไป ก็จะมีเหลือบฝูงใหม่ที่หิวโซกว่าเข้ามาแทนที่และพวกมันก็จะรุมดูดเลือดข้าจนหมดตัวเป็นแน่แท้”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง หมาจิ้งจอกกับเม่น นี้สอนให้รู้ว่า “บางครั้งการทนอยู่กับปัญหาหรือความทุกข์เล็กน้อยที่คุ้นเคย อาจจะดีกว่าการพยายามที่จะหลีกหนีไปแล้วต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่หลวงและรุนแรงกว่าเดิม”


