ในป่าใหญ่อันกว้างไพศาล มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้ผูกมิตรกับสิงโตผู้สง่างามตัวหนึ่ง ทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันและมักจะใช้เวลาเดินเล่นและพูดคุยกันอยู่ในป่าเสมอ พวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักษามิตรภาพอันดีนี้ไว้ตลอดไป
เนื้อเรื่อง
อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่ชายหนุ่มและสิงโตกำลังเดินเล่นกันอยู่นั้น ก็ได้เกิดการโต้เถียงกันขึ้นในหัวข้อที่ว่า ระหว่างมนุษย์กับสิงโต ใครคือผู้ที่แข็งแกร่งกว่ากัน ทั้งสองต่างฝ่ายต่างก็ยกเหตุผลของตนเองขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความคิดของตนเอง และการโต้เถียงก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
จนกระทั่งพวกเขาได้เดินทางมาถึงชายป่าใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ที่นั่นมีรูปปั้นหินอ่อนขนาดใหญ่ของนักล่าผู้ยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เป็นรูปปั้นของชายหนุ่มที่กำลังใช้แขนอันแข็งแกร่งรัดคอสิงโตอยู่ ชายหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบชี้ไปที่รูปปั้นแล้วพูดกับสิงโตด้วยความภาคภูมิใจว่า “เห็นหรือไม่! นั่นคือข้อพิสูจน์ว่ามนุษย์แข็งแกร่งกว่าสิงโต!”
แต่สิงโตกลับหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วตอบกลับไปว่า “รูปปั้นนั้นไม่ได้พิสูจน์อะไรเลยเพื่อนเอ๋ย เพราะผู้ที่ปั้นมันขึ้นมาคือมนุษย์ หากสิงโตอย่างข้ารู้วิธีปั้นรูปปั้นบ้างล่ะก็ รูปปั้นที่เจ้าเห็นก็คงจะเป็นรูปสิงโตกกำลังรัดคอของมนุษย์อยู่เป็นแน่”
หลังจากที่พูดจบ สิงโตก็เดินจากไปและไม่หันกลับมามองชายหนุ่มอีกเลย มิตรภาพของพวกเขาทั้งสองก็ได้สิ้นสุดลงในวันนั้นเอง
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ชายหนุ่มกับสิงโต นี้สอนให้รู้ว่า “อย่าเพิ่งตัดสินสิ่งใดจากมุมมองหรือหลักฐานเพียงด้านเดียว ควรพิจารณาถึงที่มาและมุมมองของอีกฝ่ายด้วย เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นธรรมและถูกต้องที่สุด”


