ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง มีต้นมะกอกและต้นมะเดื่อขึ้นอยู่เคียงข้างกัน ทั้งสองเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันมาเป็นเวลานาน แต่ก็มีทัศนคติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล
เนื้อเรื่อง
เมื่อฤดูหนาวมาเยือนและอากาศเริ่มหนาวเย็นลง ต้นมะเดื่อก็ได้เริ่มผลัดใบของตนเองทิ้งจนหมดสิ้นเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความหนาวเหน็บที่กำลังจะมาถึง ต้นมะกอกเมื่อเห็นดังนั้นก็หัวเราะเยาะและพูดขึ้นว่า “ดูเจ้าสิ ช่างน่าเกลียดเสียจริงที่ต้องสลัดใบทิ้งจนหมดตัว ไม่เหมือนข้าที่ยังคงมีใบเขียวชอุ่มสวยงามตลอดทั้งปี”
ต้นมะกอกภาคภูมิใจในความสวยงามและความเขียวขจีของตนเองเป็นอย่างยิ่ง มันคิดว่าตนเองแข็งแกร่งและสามารถที่จะทนทานต่อทุกสภาพอากาศได้
แต่แล้วในคืนหนึ่ง หิมะก็ได้ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องจนทุกสิ่งทุกอย่างถูกปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน ต้นมะกอกซึ่งมีใบดกหนาไม่สามารถที่จะแบกรับน้ำหนักของหิมะที่เกาะอยู่บนใบและกิ่งก้านของมันได้ ทำให้กิ่งก้านของมันเริ่มหักโค่นลงมาทีละกิ่งๆ จนในที่สุดมันก็กลายเป็นต้นไม้ที่ไร้ซึ่งกิ่งก้านและใบที่สวยงามอีกต่อไป
ในขณะที่ต้นมะเดื่อซึ่งไม่มีใบนั้น กลับรอดพ้นจากอันตรายของพายุหิมะในครั้งนั้นมาได้อย่างปลอดภัย เพราะหิมะสามารถร่วงหล่นผ่านกิ่งก้านที่ว่างเปล่าของมันไปได้โดยไม่สร้างความเสียหายใดๆ
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ต้นมะกอกกับต้นมะเดื่อ นี้สอนให้รู้ว่า “การรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ย่อมสามารถช่วยให้เรารอดพ้นจากปัญหาและอุปสรรคที่เลวร้ายได้”


