กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ โพรงไม้บนต้นโอ๊กใหญ่ต้นหนึ่ง มีนกเค้าแมวชราผู้สง่างามและรักสันโดษอาศัยอยู่ ตามปกติแล้ว นกเค้าแมวจะนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางวันเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับออกหากินในตอนกลางคืน แต่แล้ววันหนึ่งความสงบสุขของมันก็ได้ถูกรบกวน
เนื้อเรื่อง
ในบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่นกเค้าแมวกำลังหลับใหลอย่างสงบสุขอยู่นั้น ก็ได้มีตั๊กแตนตัวหนึ่งบินมาเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆ แล้วเริ่มส่งเสียงร้องเพลงอย่างดังและไม่หยุดหย่อน สร้างความรำคาญใจให้กับนกเค้าแมวเป็นอย่างยิ่ง
นกเค้าแมวจึงได้โผล่หน้าออกมาจากโพรงไม้แล้วเอ่ยปากขอร้องตั๊กแตนอย่างสุภาพว่า “สหายเอ๋ย ท่านพอจะกรุณาบินไปร้องเพลงที่อื่นได้หรือไม่ เสียงของท่านกำลังรบกวนการนอนหลับของข้า”
แต่ตั๊กแตนกลับไม่สนใจในคำขอร้องนั้นเลยแม้แต่น้อย มันยังคงส่งเสียงร้องต่อไปด้วยความคึกคะนอง นกเค้าแมวพยายามขอร้องอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล มันจึงตระหนักได้ว่าการใช้เหตุผลคงจะไม่ได้ผลกับตั๊กแตนตัวนี้เสียแล้ว
นกเค้าแมวจึงได้เปลี่ยนมาใช้อุบายแทน มันโผล่หน้าออกมาอีกครั้งแล้วพูดกับตั๊กแตนด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
“โอ้! ท่านผู้มีเสียงอันไพเราะ” นกเค้าแมวกล่าว “เมื่อครู่นี้ข้าอาจจะเสียมารยาทไปบ้าง แต่เมื่อได้ลองตั้งใจฟังดูแล้ว เสียงของท่านช่างไพเราะเสนาะหูราวกับเสียงดนตรีจากสวรรค์จริงๆ”
“เพื่อเป็นการไถ่โทษ ข้าอยากจะเชิญท่านเข้ามาดื่มน้ำทิพย์ชั้นเลิศที่ข้าได้รับมาจากเทพเจ้าอพอลโลในโพรงไม้ของข้า ว่ากันว่าใครที่ได้ดื่มน้ำทิพย์นี้แล้วจะมีเสียงที่ไพเราะยิ่งขึ้นไปอีก”
ตั๊กแตนเมื่อได้ฟังคำเยินยอและได้ยินเรื่องน้ำทิพย์ก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มและหลงเชื่อในทันที มันรีบกระโดดเข้าไปในโพรงไม้ของนกเค้าแมวด้วยความลิงโลด แต่ทันทีที่มันก้าวเข้าไป มันก็ถูกนกเค้าแมวจับกินเป็นอาหารอย่างง่ายดาย
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ตั๊กแตนกับนกเค้าแมว นี้สอนให้รู้ว่า “คำเยินยอจากศัตรูนั้นเชื่อถือไม่ได้ และผู้ที่หลงใหลในคำป้อยอจนขาดการไตร่ตรอง ย่อมนำพาตนเองไปสู่หายนะได้โดยง่าย”
พุทธภาษิต
“อติมาโน หตํ ปุริสํ” (อะติมาโน หะตัง ปุริสัง) คำแปล: ความเย่อหยิ่งย่อมฆ่าบุรุษ (คน)


