กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ภูเขาสูงอันกว้างใหญ่ มีเสือโคร่งผู้ทรงพลังสองตัวอาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้งสองต่างก็เป็นนักล่าที่น่าเกรงขามและไม่เคยมีสัตว์ตัวใดในป่ากล้าต่อกรด้วย แต่แทนที่พวกมันจะสามัคคีกัน กลับมองอีกฝ่ายเป็นศัตรูและคู่แข่งอยู่เสมอ
เนื้อเรื่อง
วันหนึ่ง เสือทั้งสองได้ออกล่าเหยื่อและได้พบกับหมูป่าตัวอ้วนพีตัวเดียวกันในเวลาเดียวกัน ทั้งสองต่างก็อ้างสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของเหยื่อตัวนั้นและไม่ยอมอ่อนข้อให้แก่กัน
“ข้าเจอมันก่อน มันต้องเป็นของข้า!” เสือตัวแรกคำราม
“ไม่จริง ข้าต่างหากที่ล้อมมันไว้!” เสืออีกตัวเถียงกลับ
เมื่อไม่สามารถตกลงกันได้ การต่อสู้อันดุเดือดจึงได้เริ่มต้นขึ้น พวกมันใช้ทั้งกรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมเข้าต่อสู้กันอย่างไม่คิดชีวิต เสียงคำรามก้องไปทั่วทั้งหุบเขา และการต่อสู้ก็ดำเนินไปเป็นเวลานานจนกระทั่งทั้งสองฝ่ายต่างได้รับบาดเจ็บสาหัสและนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น
ในขณะที่เสือทั้งสองกำลังนอนหมดแรงอยู่นั้นเอง ก็ได้มีสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่งซึ่งเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ เดินผ่านมา มันเห็นเสือสองตัวนอนบาดเจ็บอยู่และมีหมูป่าที่นอนตายอยู่ตรงกลาง ก็เล็งเห็นโอกาสอันดี
สุนัขจิ้งจอกจึงได้เดินเข้าไปคาบหมูป่าตัวนั้นแล้ววิ่งหนีหายเข้าไปในป่าอย่างสบายอารมณ์
เสือทั้งสองได้แต่เพียงนอนมองตามด้วยความเจ็บใจ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ ตัวหนึ่งจึงได้รำพึงออกมาด้วยความเสียดายว่า “พวกเรานี่ช่างโง่เขลาเสียจริง เราสองคนสู้กันแทบเป็นแทบตาย แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นสุนัขจิ้งจอกที่ได้เหยื่อของพวกเราไป”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง เสือสองตัว นี้สอนให้รู้ว่า “การทะเลาะเบาะแว้งกันเองเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์ มีแต่จะนำมาซึ่งความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และสุดท้ายก็จะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นที่รออยู่เข้ามาฉกฉวยผลประโยชน์นั้นไปอย่างง่ายดาย”
พุทธภาษิต
“วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา” (วิวาทัง ภะยะโต ทิสวา) คำแปล: จงเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย


