“ไกรทอง” เป็นนิทานพื้นบ้านอันเลื่องชื่อของไทย มีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดพิจิตร เป็นเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ผู้มีวิชาอาคมกับจระเข้เจ้าผู้ทรงฤทธิ์เดช สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญ, ไหวพริบปฏิภาณ และคติธรรมในเรื่องของกิเลสตัณหาที่นำมาซึ่งความพินาศ วรรณคดีเรื่องนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงและถูกนำมาดัดแปลงเป็นบทละครและการแสดงต่างๆ มากมาย
เนื้อเรื่อง
เรื่องราวของไกรทองสามารถแบ่งออกเป็นช่วงสำคัญๆ ได้ดังนี้
ชาละวันลักพานางตะเภาทอง
ณ เมืองพิจิตร มีจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งนามว่า “ท้าวโคจร” ซึ่งได้บำเพ็ญเพียรจนกลายเป็นจระเข้เจ้าและมี “ถ้ำแก้ว” เป็นที่อาศัยอยู่ใต้บาดาล ท้าวโคจรมีหลานชายชื่อ “ชาละวัน” ซึ่งมีนิสัยดุร้ายและเกเร ชาละวันมี “เขี้ยวแก้ว” เป็นอาวุธวิเศษที่ทำให้หนังเหนียวคงกระพันและสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้
วันหนึ่ง ชาละวันได้ออกจากถ้ำขึ้นมายังเมืองมนุษย์และได้พบกับ นางตะเภาแก้ว และ นางตะเภาทอง สองพี่น้องลูกสาวของเศรษฐีเมืองพิจิตรกำลังเล่นน้ำอยู่ที่ท่าน้ำ ด้วยความลุ่มหลงในความงามของนางตะเภาทอง ชาละวันจึงได้คาบนางตะเภาทองลงไปไว้ในถ้ำแก้วของตนเพื่อเป็นภรรยา
ไกรทองอาสาสู้
เศรษฐีผู้เป็นบิดาเมื่อสูญเสียลูกสาวไปก็เศร้าโศกเสียใจอย่างยิ่ง จึงได้ประกาศว่าจะมอบสมบัติครึ่งหนึ่งและยกนางตะเภาแก้วให้แก่ผู้ที่สามารถปราบชาละวันและพานางตะเภาทองกลับมาได้อย่างปลอดภัย มีผู้มีวิชาอาคมมากมายมาอาสาแต่ก็ล้วนพ่ายแพ้และเสียชีวิตให้กับชาละวันทั้งสิ้น
ข่าวนี้ได้ดังไปถึงเมืองนนทบุรี ทำให้ “ไกรทอง” หนุ่มรูปงามผู้สืบทอดวิชาปราบจระเข้มาจาก อาจารย์คง ได้ตัดสินใจเดินทางมายังเมืองพิจิตรเพื่ออาสาปราบชาละวัน
ศึกบนผืนน้ำและบุกถ้ำชาละวัน
ไกรทองได้ทำพิธีบวงสรวงและใช้มนตร์เรียกชาละวันให้ออกมาจากถ้ำ ชาละวันที่อยู่ในร่างจระเข้ได้ขึ้นมาต่อสู้กับไกรทองบนผิวน้ำอย่างดุเดือด แต่เมื่อขึ้นมาบนโลกมนุษย์ฤทธิ์เดชของชาละวันก็ลดลง ทำให้ไกรทองสามารถใช้ “หอกสัตตะโลหะ” แทงเข้าที่กลางหลังของชาละวันจนบาดเจ็บสาหัส ชาละวันจึงต้องรีบหนีกลับเข้าไปในถ้ำเพื่อรักษาตัว
ไกรทองไม่ยอมปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เขาได้ใช้ “เทียนระเบิดน้ำ” เพื่อเปิดทางลงไปยังถ้ำบาดาลของชาละวัน และได้ต่อสู้กันอีกครั้งในถ้ำแก้วนั้นเอง
จุดจบของจระเข้เจ้าเล่ห์และวีรบุรุษแห่งเมืองพิจิตร
ในที่สุด ไกรทองก็สามารถสังหารชาละวันลงได้สำเร็จ และได้ช่วยเหลือนางตะเภาทองกลับขึ้นมาอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ ไกรทองยังได้ นางวิมาลา และ นางเลื่อมลายวรรณ ซึ่งเป็นภรรยาทั้งสองของชาละวันติดตามมาด้วย
ไกรทองได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษแห่งเมืองพิจิตร เศรษฐีได้ทำตามสัญญาโดยมอบสมบัติครึ่งหนึ่งและยกนางตะเภาแก้วให้เป็นภรรยา ทำให้ไกรทองได้ครองรักกับสองพี่น้องอย่างมีความสุข
คติสอนใจ
นิทานพื้นบ้าน เรื่อง ไกรทอง นี้สอนให้รู้ว่า:
- ความลุ่มหลงและตัณหาเป็นหนทางสู่ความพินาศ: ชะตากรรมของชาละวันเกิดจากการไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี และปล่อยให้ความลุ่มหลงในรูปโฉมของนางตะเภาทองเข้าครอบงำจนนำไปสู่จุดจบ
- ความกล้าหาญและสติปัญญา: ไกรทองเป็นตัวแทนของผู้ที่มีความกล้าหาญและใช้สติปัญญาความรู้ความสามารถของตนเองในทางที่ถูกต้องเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น
- ผู้มีวิชาและความสามารถย่อมเป็นที่ยกย่อง: คุณงามความดีและความสามารถที่แท้จริงย่อมเป็นที่ประจักษ์และได้รับการยอมรับในที่สุด
พุทธภาษิต
“สนฺตุฏฺฐี ปรมํ ธนํ” (สันตุฏฐี ปะระมัง ธะนัง) คำแปล: ความสันโดษ (ความพอใจในสิ่งที่มี) เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง


