กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง ได้มีต้นถั่ววิเศษต้นหนึ่งงอกงามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มันเติบโตสูงใหญ่ขึ้นทุกวันจนเถาของมันเลื้อยพันไปทั่วบริเวณ สร้างร่มเงาอันเย็นสบายและออกฝักถั่วเป็นจำนวนมาก ทำให้กลายเป็นที่พึ่งพิงของสรรพสัตว์และผู้คน
เนื้อเรื่อง
ในฤดูร้อนที่แดดร้อนจัด ผู้คนและสัตว์ต่างๆ ที่เดินทางผ่านไปมา มักจะมาหยุดพักอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาของต้นถั่ววิเศษนี้ พวกเขาได้เก็บกินฝักถั่วเพื่อประทังความหิว และได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเย็นสบายภายใต้เถาใบที่หนาทึบของมัน
ต้นถั่วรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นที่พึ่งพิงและมอบประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น มันจึงได้เร่งการเจริญเติบโตของตนเองให้สูงใหญ่และแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปให้กว้างไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่แล้วเมื่อฤดูร้อนได้ผ่านพ้นไปและฤดูใบไม้ร่วงได้มาเยือน ต้นถั่วซึ่งเป็นพืชล้มลุกก็ได้เริ่มเหี่ยวเฉาและโรยราลงไปตามธรรมชาติ ฝักถั่วเริ่มร่วงหล่นและเถาใบก็เริ่มแห้งกรอบ
ผู้คนและสัตว์ต่างๆ ที่เคยมาพึ่งพาอาศัย เมื่อเห็นว่าต้นถั่วไม่สามารถที่จะให้ร่มเงาและอาหารแก่พวกเขาได้อีกต่อไปแล้ว ก็ต่างพากันละทิ้งมันไปหาที่พึ่งแห่งใหม่โดยไม่สนใจใยดี
ต้นถั่วเมื่อเห็นดังนั้นก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งและได้รำพึงกับตนเองเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะเหี่ยวเฉาตายไปว่า “ในยามที่เรามีประโยชน์ ทุกคนต่างก็เข้ามาห้อมล้อมและสรรเสริญ แต่เมื่อยามที่เราสิ้นไร้ไม้ตอก ทุกคนก็ต่างพากันละทิ้งเราไป”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ต้นถั่วกับผู้คน นี้สอนให้รู้ว่า “มิตรภาพที่เกิดขึ้นจากผลประโยชน์เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เคยยั่งยืน ผู้คนมักจะเข้ามาหาเราในยามที่เราสามารถให้ประโยชน์แก่เขาได้ แต่ก็จะตีจากไปในยามที่เราหมดประโยชน์แล้ว”
พุทธภาษิต
“อธุวํ ชีวิตํ” (อะธุวัง ชีวิตัง) คำแปล: ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน


