กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวประมงคนหนึ่งกำลังทอดแหหาปลาอยู่ในทะเลสาบอันกว้างใหญ่ หลังจากที่รอคอยมาเป็นเวลานาน ในที่สุดเขาก็รู้สึกได้ถึงแรงกระตุกอย่างรุนแรงที่ปลายแหของเขา ด้วยความดีใจ เขาจึงรีบสาวแหขึ้นมาทันที
เนื้อเรื่อง
เมื่อชาวประมงสาวแหขึ้นมาจนเกือบจะพ้นผิวน้ำ เขาก็พบว่าปลาขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้เข้ามาติดอยู่ในแหของเขา แต่เมื่อเขามองดูใกล้ๆ ก็พบว่าปลาตัวนั้นเป็นปลาท้องแก่ที่กำลังจะวางไข่ในไม่ช้า
ปลาท้องแก่เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะถึงฆาต ก็ได้เอ่ยปากอ้อนวอนขอชีวิตต่อชาวประมงว่า
“โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิดท่านผู้มีเมตตา!” ปลาท้องแก่กล่าว “ท่านก็เห็นแล้วว่าข้ากำลังตั้งท้องแก่และใกล้จะวางไข่เต็มที หากท่านปล่อยข้าไปในวันนี้ ท่านก็จะได้บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ และในอนาคตท่านก็จะได้กลับมาจับลูกๆ ของข้าอีกนับร้อยนับพันตัวซึ่งจะดีกว่าการจับข้าไปเพียงแค่ตัวเดียวในตอนนี้เป็นไหนๆ”
แต่ชาวประมงผู้มีประสบการณ์กลับส่ายหน้าแล้วตอบกลับไปว่า
“เจ้าปลาโง่เอ๋ย! เจ้าคงจะคิดว่าข้าโง่มากสินะที่ยอมปล่อยปลาตัวใหญ่ที่จับได้แล้วในมือไป เพื่อหวังจะได้ปลาตัวเล็กๆ อีกนับพันตัวในอนาคตที่ไม่แน่นอน”
“ใครจะไปรู้ว่าเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ข้าจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หรือพวกเจ้าจะยังคงว่ายเวียนอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ให้ข้าจับอีกหรือเปล่า”
พูดจบ เขาก็ได้นำปลาท้องแก่ตัวนั้นกลับบ้านไปทำเป็นอาหารโดยไม่สนใจคำอ้อนวอนอีกต่อไป
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง ปลามีไข่กับคนหาปลา นี้สอนให้รู้ว่า “ประโยชน์ที่ได้รับอย่างแน่นอนในปัจจุบัน แม้จะดูน้อยกว่า แต่ก็ย่อมมีค่ามากกว่าประโยชน์ที่อาจจะได้รับอย่างมากมายในอนาคตซึ่งยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน”
พุทธภาษิต
“อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ” (อะตีตัง นานะวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง) คำแปล: ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังไม่มาถึง


