กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในป่าใหญ่อันกว้างไพศาล สัตว์ทั้งหลายได้มาประชุมพร้อมกันเพื่อเลือกเฟ้นราชาองค์ใหม่มาปกครองพวกตน หลังจากที่ราชสีห์ผู้เป็นราชาองค์เดิมได้สิ้นชีวิตลง สัตว์ต่างๆ มากมายต่างก็เสนอตัวและแสดงความสามารถของตนเองเพื่อหวังจะได้รับเลือก
เนื้อเรื่อง
ในระหว่างการประชุมนั้นเอง ลิงจอมซนตัวหนึ่งก็ได้กระโดดออกมากลางวงแล้วเริ่มแสดงการเต้นรำอันน่าขบขัน มันทำท่าทางและล้อเลียนสัตว์ต่างๆ ได้อย่างตลกขบขัน ทำให้สัตว์ทุกตัวที่ได้ชมต่างพากันหัวเราะชอบใจและรู้สึกเพลิดเพลินเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความนิยมชมชอบในความสามารถที่สร้างความบันเทิงของลิง ฝูงสัตว์จึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์และโห่ร้องสนับสนุนให้ลิงตัวนั้นขึ้นเป็นราชาองค์ใหม่ของพวกตน
แต่ในฝูงสัตว์นั้น มีสุนัขจิ้งจอกเจ้าปัญญาตัวหนึ่งที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการตัดสินใจครั้งนี้ มันรู้ดีว่าคุณสมบัติของการเป็นผู้นำนั้นมีอะไรที่มากกว่าแค่การสร้างความบันเทิง สุนัขจิ้งจอกจึงได้คิดอุบายที่จะทดสอบคุณสมบัติของราชาองค์ใหม่
มันได้เดินเข้าไปหาลิงที่กำลังหลงระเริงอยู่ในตำแหน่งใหม่ของตน แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมว่า “ข้าแต่ท่านราชาผู้ยิ่งใหญ่ ข้าได้พบกับขุมทรัพย์ชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ในป่า แต่ข้าไม่กล้าที่จะนำมันมาด้วยตนเอง จึงอยากจะนำทางท่านไปเพื่อที่ท่านจะได้นำมันมาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์”
ลิงเมื่อได้ยินคำว่า “ขุมทรัพย์” ก็หูผึ่งและเดินตามสุนัขจิ้งจอกไปในทันทีโดยไม่ได้ไตร่ตรองหรือสงสัยเลยแม้แต่น้อย
สุนัขจิ้งจอกได้นำลิงไปยังกับดักที่นายพรานวางไว้ แล้วชี้ให้ดูชิ้นเนื้อที่ถูกใช้เป็นเหยื่อล่อ “ขุมทรัพย์อยู่ในนั้นขอรับ ท่านราชา”
ลิงผู้โง่เขลาด้วยความโลภจึงรีบกระโจนเข้าไปเพื่อจะเอาชิ้นเนื้อนั้น และก็ต้องติดกับดักของนายพรานจนดิ้นไม่หลุดในทันที มันจึงได้หันไปต่อว่าสุนัขจิ้งจอกว่าเจ้าเล่ห์และหลอกลวงตน
สุนัขจิ้งจอกจึงได้หัวเราะเยาะแล้วตอบกลับไปว่า “เจ้าลิงโง่! เจ้าคิดว่าคนที่มีสติปัญญาเพียงแค่นี้ สมควรที่จะได้เป็นราชาปกครองสัตว์ทั้งปวงแล้วหรือ?”
คติสอนใจ
นิทานอีสป เรื่อง สุนัขจิ้งจอกกับลิง นี้สอนให้รู้ว่า “คุณสมบัติที่แท้จริงของผู้นำไม่ได้มาจากการเป็นที่ชื่นชอบหรือความสามารถในการสร้างความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องประกอบไปด้วยสติปัญญา, ความรอบคอบ และความสามารถในการปกป้องดูแลผู้ที่อยู่ใต้การปกครองให้รอดพ้นจากภยันตรายได้”
พุทธภาษิต
“อปฺปสฺสุตายํ ปุริโส พลิวทฺโทว ชีรติ” (อัปปัสสุตายัง ปุริโส พะลิวัดโธวะ ชีระติ) คำแปล: คนผู้สดับน้อย (ผู้มีปัญญาน้อย) ย่อมแก่ไปเหมือนวัวแก่


